ยาสามัญประจำบ้านที่ควรมีติดบ้านในช่วงโควิด-19

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 (โควิด-19) ในปัจจุบันมีการระบาดในหลายพื้นที่ ทำให้มีอัตราการติดเชื้อสะสมและการเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตอนนี้ประเทศไทยเกิดวิกฤตเตียงไม่เพียงพอสำหรับผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อต้องแยกกักตัวที่บ้านหรือ Home Isolation วันนี้ canadianpharmacypod จึงอยากแนะนำยาสามัญประจำบ้านที่สามารถช่วยเหลือและบรรเทาอาการได้เมื่อติดโควิด-19 จะมียาอะไรบ้างไปดูกันเลย

ยาสามัญประจำบ้าน

1.ยาบรรเทาปวด ลดไข้

แนะนำให้ใช้ ยาพาราเซตามอล ซึ่งเป็นยาสามัญประจำบ้านที่มีติดบ้านแทบทุกครัวเรือน เนื่องจากมีความปลอดภัย ใช้ได้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ บรรเทาอาการปวด ลดไข้ เช่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เป็นต้น รับประทานขนาด 1-2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมงถ้ามีไข้ พยายามหลีกเลี่ยง ยาตระกูลแอสไพริน เนื่องจากยาแอสไพรินสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารได้

2.ยาละลายเสมหะ

ยากลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็น Ambroxol, Acetylcysteine หรือ Bromhexine จะทำให้เสมหะที่เหนียวข้นอ่อนตัวลง ช่วยให้ผู้ป่วยไอและขับเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น มักใช้รักษาอาการไอที่เกิดจากการติดเชื้อ จึงเป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไอแบบมีเสมหะเป็นอย่างมาก

3.ยากดอาการไอ

ยาในกลุ่มนี้ เช่น Dextromethorphan เป็นยาลดอาการไอที่มีความนิยมใช้กันมานาน เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการรักษาที่ดีและมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง แต่แนะนำให้ใช้ก็ต่อเมื่อเวลาที่มีอาการไอมากๆจนกระทั่งรบกวนการนอน

4. วิตามิน D3

แนะนำให้ทานเพื่อชดเชยในคนที่ขาดวิตามิน D (ซึ่งคนไทยโดยส่วนใหญ่มักขาดวิตามินตัวนี้ เนื่องจากการเลี่ยงแสงแดด) ซึ่งประโยชน์ของวิตามิน D3 จะช่วยเสริมการทำงานของระบบภูมิต้านทาน มีบทบาทต่อการทำงานของทั้งระบบภูมิคุ้มกัน มีผลการวิจัยกล่าวว่าวิตามิน D3 ช่วยเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิต บรรเทาความรุนแรงที่เกิดจากโควิด-19 และช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนอีกด้วย แนะนำขนาดรับประทานวันละ 1,000 IU

5.ฟ้าทะลายโจร

อยู่ในกลุ่มยาเย็นมีสรรพคุณทางการแพทย์แผนไทย ใช้บรรเทาอาการไข้หวัด แก้ไอและเจ็บคอ เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคโควิด – 19 ในระยะแรกที่มีความรุนแรงน้อย ในฟ้าทะลายโจรมีสาร แอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสในร่างกาย รวมถึงมีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ดียิ่งขึ้น โดยขนาดที่ควรรับประทานคือวันละ 180 มิลลิกรัม แบ่งรับประทานวันละ 3-4 ครั้ง แต่ไม่ควรทานนานเกิน 5 วัน